Brand List คืออะไร? คุม PMax ไม่ให้กินคำแบรนด์
“ถ้า PMax ดู ROAS ดีมาก แต่ยอดส่วนใหญ่ไหลมาจากคนที่ค้นหาแบรนด์เราอยู่แล้ว ตัวเลขนั้นอาจไม่ได้บอกว่าแคมเปญหาลูกค้าใหม่เก่งจริง”
Brand List ใน Google Ads คือรายการแบรนด์ที่ผู้ลงโฆษณาสามารถสร้างไว้เพื่อใช้จัดการ Branded Traffic ในแคมเปญ Search และ Performance Max โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการควบคุมว่าแคมเปญควรเกี่ยวข้องกับแบรนด์ไหน หรือไม่ควรไปแสดงกับคำค้นที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ไหน หัวข้อนี้สำคัญมากในยุคที่หลายธุรกิจใช้ Performance Max หรือ PMax แล้วเห็น Report ดูสวย เช่น ROAS สูง, CPA ต่ำ, Conversion เยอะ แต่พอขุดลึกลงไปอาจพบว่าแคมเปญกำลังกินยอดจากคำค้นแบรนด์ตัวเอง เช่น ชื่อบริษัท ชื่อสินค้า ชื่อคอร์ส หรือคำที่ลูกค้าตั้งใจค้นหาเราอยู่แล้ว ปัญหาคือ ถ้าเราไม่แยก Branded Traffic ออกจาก Non-brand Traffic ให้ชัด เราอาจเข้าใจผิดว่า PMax หรือ Search Campaign ทำงานเก่งมาก ทั้งที่บางส่วนเป็น Demand เดิมที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์อยู่แล้ว แคมเปญไม่ได้สร้าง Demand ใหม่มากเท่าที่คิด Google อธิบายว่า Brand Settings ใช้จัดการ Branded Traffic ใน Search และ Performance Max ได้ โดย Brand Inclusion ทำให้ Search Campaign แสดงเฉพาะ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่เลือก ส่วน Brand Exclusion ทำให้ Search หรือ Performance Max ไม่แสดงกับแบรนด์ที่ต้องการหลีกเลี่ยง อ่านข้อมูลทางการได้ที่ Google Ads Help เรื่อง About brand settings for Search and Performance Max อีกจุดที่น่าสนใจคือ Google ระบุว่า Brand List สามารถรวมแบรนด์ตัวเอง คู่แข่ง หรือแบรนด์ใน Google Ads library และสร้างในระดับบัญชีเพื่อนำไปใช้กับแคมเปญแต่ละตัวได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Manage a brand list บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Brand List คืออะไร ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร ใช้ Brand Inclusion และ Brand Exclusion เมื่อไหร่ ทำไม PMax อาจกินยอดจากคำแบรนด์ และจะออกแบบโครงสร้างแคมเปญอย่างไรให้วัดผลไม่หลอกตัวเอง ถ้าต้องการเรียน Google Ads ตั้งแต่โครงสร้าง Search Ads, Performance Max, Conversion Tracking, Keyword Strategy และการอ่านผลแคมเปญแบบเป็นระบบ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert เพื่อเข้าใจการวางแผนแคมเปญแบบแยก Brand / Non-brand ได้ชัดขึ้น
สารบัญ
- Brand List คืออะไร
- Branded Traffic คืออะไร และทำไมทำให้ Report หลอกตา
- Brand Inclusion ใช้ทำอะไรใน Search Ads
- Brand Exclusion ใช้ทำอะไรใน Search และ PMax
- Brand List ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร
- ทำไม PMax อาจกินยอดจากคำแบรนด์
- BRAND Framework สำหรับคุมคำแบรนด์
- Masterclass 3 กล่องสำหรับ Brand List
- ตาราง Use Case ของ Brand List
- Danger Zone จุดพลาดของการคุม Brand Traffic
- Checklist ก่อนใช้ Brand List
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
Brand List คืออะไร
Brand List คือรายการแบรนด์ที่สร้างไว้ใน Google Ads เพื่อใช้กับ Brand Settings ของแคมเปญ โดยสามารถใส่ได้ทั้งแบรนด์ตัวเอง แบรนด์คู่แข่ง แบรนด์สินค้า แบรนด์พันธมิตร หรือแบรนด์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์โฆษณา ถ้าพูดให้ง่ายขึ้น Brand List คือ “ชุดรายชื่อแบรนด์” ที่ใช้บอก Google Ads ว่า แคมเปญนี้ควรจัดการกับคำค้นที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์เหล่านี้อย่างไร เช่น ให้แสดงเฉพาะคำค้นที่เกี่ยวกับแบรนด์นี้ หรือไม่ให้แสดงกับคำค้นที่เกี่ยวกับแบรนด์นี้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหนึ่งอาจสร้าง Brand List ชื่อ “Own Brand” สำหรับแบรนด์ตัวเอง อีก List ชื่อ “Competitor Brand” สำหรับแบรนด์คู่แข่ง และอีก List ชื่อ “Partner Brand” สำหรับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า จากนั้นนำไปใช้กับแต่ละแคมเปญตามกลยุทธ์ ประโยชน์ของ Brand List คือช่วยให้การจัดการ Branded Traffic ไม่ต้องพึ่งการกรอก Keyword แบบ Manual ทุกคำ เพราะคำค้นแบรนด์มักมีการสะกดผิด การเว้นวรรคหลายแบบ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ชื่อย่อ ชื่อรุ่น และคำแปรผันจำนวนมากBranded Traffic คืออะไร และทำไมทำให้ Report หลอกตา
Branded Traffic คือ Traffic ที่เกิดจากคนค้นหาหรือมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับแบรนด์อยู่แล้ว เช่น ค้นหาชื่อบริษัท ชื่อสินค้า ชื่อร้าน ชื่อคอร์ส ชื่อผู้ก่อตั้ง หรือชื่อบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจ ตัวอย่าง Branded Query เช่น:- ชื่อแบรนด์โดยตรง เช่น “DigitalD2M”
- ชื่อคอร์ส เช่น “คอร์ส Google Ads DigitalD2M”
- ชื่อสินค้า + ราคา
- ชื่อแบรนด์ + รีวิว
- ชื่อแบรนด์ + สมัครเรียน
- ชื่อแบรนด์ที่สะกดผิดหรือเว้นวรรคผิด
Brand Inclusion ใช้ทำอะไรใน Search Ads
Brand Inclusion คือการกำหนดให้ Search Campaign แสดงเฉพาะ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่เราเลือกไว้ใน Brand List เหมาะกับกรณีที่ต้องการคุมแคมเปญให้โฟกัสเฉพาะคำค้นแบรนด์ ตัวอย่างการใช้งานจริงคือ การสร้าง Search Campaign สำหรับคำค้นแบรนด์โดยเฉพาะ เช่น Brand Campaign ที่ต้องการเก็บคนค้นหาชื่อบริษัท ชื่อสินค้า หรือชื่อคอร์สของเรา แล้วใช้ Brand Inclusion เพื่อช่วยให้แคมเปญโฟกัสเฉพาะกลุ่ม Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นั้น ประโยชน์คือช่วยลดโอกาสที่ Brand Campaign จะไหลไปคำค้นกว้างเกินไป โดยเฉพาะเมื่อใช้ Broad Match หรือ AI Max ในบางกรณี เพราะระบบอาจขยายไปหาคำที่ดูเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ Branded Intent จริง ๆ อย่างไรก็ตาม Brand Inclusion ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องดู Search Terms อีกเลย เพราะการตั้งค่าแบบนี้ยังต้องตรวจสอบคำค้นจริงเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญไม่ได้ดึงคำที่ไม่ตรงเจตนามาใช้จ่ายงบโดยไม่จำเป็นBrand Exclusion ใช้ทำอะไรใน Search และ PMax
Brand Exclusion คือการกำหนดว่าแคมเปญไม่ควรแสดงกับ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่เราเลือกไว้ โดย Google ระบุว่า Brand Exclusions ใช้ได้กับ Search และ Performance Max Campaigns ในมุมใช้งานจริง Brand Exclusion เหมาะมากกับการกัน PMax ไม่ให้ไปกินยอดจากคำค้นแบรนด์ตัวเอง เพราะถ้าเราต้องการวัดว่า PMax หาลูกค้าใหม่ได้ดีแค่ไหน ก็ควรลดการปะปนกับ Demand ที่มาจากคนที่ตั้งใจค้นหาแบรนด์เราอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจมี Brand Campaign แยกไว้ต่างหากใน Search และอยากให้ PMax ทำหน้าที่หาลูกค้าใหม่หรือขยาย Demand มากกว่าเก็บคนที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว ก็สามารถใช้ Brand Exclusion เพื่อกันแบรนด์ตัวเองออกจาก PMax ได้ อีกกรณีคือการกันแบรนด์คู่แข่งหรือแบรนด์ที่ไม่อยากเกี่ยวข้อง เช่น บางธุรกิจไม่ต้องการให้ PMax ไปแสดงกับ Query ที่เกี่ยวกับแบรนด์คู่แข่ง เพราะอาจทำให้ Traffic ไม่ตรงกลยุทธ์ หรือมีประเด็นด้านข้อความโฆษณาและความเข้าใจผิดของผู้ใช้ Google มีคู่มือแยกสำหรับการ Apply Brand Exclusions ให้กับ Performance Max หรือ Search Campaigns สามารถดูได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Apply brand exclusions to Performance Max or Search campaignsBrand List ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่อยากให้แคมเปญแสดงกับคำแบรนด์ ทำไมไม่ใส่ Negative Keyword ไปเลย คำตอบคือ Negative Keyword ยังมีประโยชน์ แต่ Brand List ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการ “แบรนด์” โดยเฉพาะ และช่วยครอบคลุมคำแปรผันของแบรนด์ได้ดีกว่าการไล่กรอกคำเองทั้งหมด ตัวอย่างเช่น แบรนด์หนึ่งอาจมีการค้นหาหลายรูปแบบ ทั้งชื่อเต็ม ชื่อย่อ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สะกดผิด เว้นวรรคผิด ใส่คำว่า review, price, coupon, near me หรือชื่อรุ่นสินค้า การใช้ Negative Keyword อย่างเดียวอาจต้องไล่ใส่หลายสิบหรือหลายร้อยคำ แต่ Brand List จะช่วยจัดกลุ่มแบรนด์เป็นหน่วยเดียว ทำให้การนำไปใช้กับ Brand Inclusion หรือ Brand Exclusion เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะในบัญชีที่มีหลายแคมเปญ หลายประเทศ หลายภาษา หรือมีหลายแบรนด์ในพอร์ตเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่า Brand List แทน Negative Keyword ได้ทั้งหมด ในงานจริงควรใช้คู่กัน เช่น ใช้ Brand List เพื่อคุมภาพรวมของแบรนด์ และใช้ Negative Keyword เพื่อกันคำเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น “ฟรี”, “สมัครงาน”, “ร้องเรียน”, “มือสอง” หรือคำที่สร้าง Lead คุณภาพต่ำทำไม PMax อาจกินยอดจากคำแบรนด์
Performance Max เป็นแคมเปญที่ทำงานข้ามช่องทางของ Google และใช้สัญญาณหลายอย่างเพื่อหา Conversion ดังนั้นถ้าบัญชีมี Brand Demand อยู่แล้ว เช่น คนค้นหาแบรนด์เยอะ คนเคยเข้าเว็บเยอะ หรือมีข้อมูลลูกค้าเก่าในระบบ PMax อาจมีแนวโน้มเก็บ Conversion จากกลุ่มที่มีโอกาสซื้อสูงอยู่แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ PMax ผิดเสมอไป เพราะระบบถูกออกแบบให้หา Conversion ตามเป้าหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่คนอ่าน Report ถ้าเราไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็น Brand Demand เดิม และส่วนไหนคือ Demand ใหม่ที่แคมเปญช่วยสร้างจริง เราอาจตัดสินใจผิด เช่น เพิ่มงบ PMax เพราะเห็น ROAS สูง ทั้งที่แคมเปญอาจแค่เก็บยอดจากคนที่กำลังจะซื้ออยู่แล้ว วิธีคิดที่ดีกว่าคือแยกบทบาทให้ชัด:- Brand Search Campaign: ใช้เก็บคนที่ค้นหาแบรนด์โดยตรง
- Non-brand Search Campaign: ใช้หาคนที่ค้นหาปัญหา สินค้า หรือบริการ แต่ยังไม่ได้เจาะจงแบรนด์เรา
- Performance Max: ใช้ขยายโอกาสในหลายช่องทาง โดยต้องตรวจว่ากิน Brand Demand มากเกินไปหรือไม่
- Remarketing / Demand Gen: ใช้ต่อยอดคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ แต่ยังไม่ซื้อ
BRAND Framework สำหรับคุมคำแบรนด์ใน Google Ads
Framework เฉพาะบทความนี้คือ BRAND Framework ใช้สำหรับวางระบบ Brand List, Brand Inclusion และ Brand Exclusion ให้แคมเปญวัดผลได้จริงขึ้น ไม่ใช่ให้ Report ดูดีแต่ตีความผิด- B – Brand Mapping: รวบรวมแบรนด์ตัวเอง แบรนด์สินค้า ชื่อรุ่น ชื่อคอร์ส ชื่อบริษัท และชื่อที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง
- R – Role Separation: แยกบทบาทของ Brand Campaign, Non-brand Campaign และ PMax ให้ชัดว่าแต่ละแคมเปญทำหน้าที่อะไร
- A – Apply Settings: ใช้ Brand Inclusion กับ Search Campaign ที่ต้องการโฟกัสคำแบรนด์ และใช้ Brand Exclusion กับ PMax/Search ที่ไม่ต้องการกินคำแบรนด์
- N – Non-brand Measurement: วัดผล Non-brand แยกจาก Brand เพื่อดูว่าธุรกิจได้ลูกค้าใหม่จริงหรือไม่
- D – Decision Review: รีวิวผลหลังใช้ Brand List ว่า CPA, ROAS, Conversion Volume และ New Customer Value เปลี่ยนอย่างไร
Masterclass 3 กล่องสำหรับ Brand List
Masterclass 1: PMax ROAS สูง อาจไม่ได้แปลว่าหาลูกค้าใหม่เก่ง
แนวคิด: ถ้า PMax ดึง Conversion จากคนที่ค้นหาแบรนด์อยู่แล้ว ROAS อาจดูดีมาก แต่ไม่ได้แปลว่าแคมเปญสร้าง Demand ใหม่ได้เก่งเท่าที่ Report แสดง
วิธีการนำไปปรับใช้: แยก Brand Campaign ออกมาต่างหาก แล้วใช้ Brand Exclusion กับ PMax ในกรณีที่ต้องการวัดความสามารถในการหาลูกค้าใหม่หรือ Non-brand Demand ให้ชัดขึ้น
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าโปรโมต คอร์ส Google Ads Beginner to Expert แล้ว PMax ได้ Conversion จากคนค้นหา “DigitalD2M Google Ads” จำนวนมาก ควรแยกวิเคราะห์ว่า Conversion เหล่านี้มาจาก Brand Demand เดิมหรือมาจากการขยายฐานลูกค้าใหม่จริง
Masterclass 2: Brand Inclusion เหมาะกับการคุม Brand Search ให้สะอาด
แนวคิด: Brand Search Campaign ควรทำหน้าที่เก็บคนที่ตั้งใจค้นหาแบรนด์ ไม่ใช่ไหลไปคำทั่วไปจนวัดผลปนกับ Non-brand Search
วิธีการนำไปปรับใช้: สร้าง Brand List ของแบรนด์ตัวเอง แล้วใช้ Brand Inclusion กับ Search Campaign ที่ต้องการให้แสดงเฉพาะ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นั้น จากนั้นตรวจ Search Terms เป็นระยะเพื่อดูว่าคำค้นยังตรงเจตนาหรือไม่
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ธุรกิจ E-commerce อาจแยก Campaign สำหรับชื่อแบรนด์ตัวเอง และอีก Campaign สำหรับคำหมวดสินค้า เช่น “รองเท้าวิ่งผู้ชาย” เพื่อไม่ให้ค่า CPA และ ROAS ของ Brand ปนกับ Non-brand
Masterclass 3: ยิงคู่แข่งทำได้ แต่ต้องระวัง Trademark และข้อความโฆษณา
แนวคิด: การทำ Competitor Keyword หรือเกี่ยวข้องกับแบรนด์คู่แข่งต้องระวังเรื่องความเข้าใจผิดของผู้ใช้ ข้อความโฆษณา และนโยบายเครื่องหมายการค้า ไม่ควรเขียนให้ดูเหมือนว่าแบรนด์เราเป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับแบรนด์คู่แข่ง
วิธีการนำไปปรับใช้: ถ้าต้องการทดสอบกลยุทธ์ Competitor Search ให้แยก Campaign, Budget, Ad Copy และ Landing Page ออกจาก Brand Campaign ปกติ และวัด Conversion Quality แยกต่างหาก เพราะ Traffic กลุ่มนี้อาจมี CPA สูงและ Conversion Rate ต่ำกว่า Own Brand
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าธุรกิจ SaaS ยิงคำค้นคู่แข่ง ควรใช้ข้อความที่สื่อจุดต่างของสินค้าเราอย่างโปร่งใส ไม่ใช้ชื่อแบรนด์คู่แข่งในลักษณะที่ทำให้คนเข้าใจผิด และควรวัดว่า Lead ที่เข้ามามีคุณภาพจริงหรือไม่
ตาราง Use Case ของ Brand List
| สถานการณ์ | ควรใช้เครื่องมืออะไร | เป้าหมาย |
|---|---|---|
| ต้องการเก็บคนค้นหาแบรนด์ตัวเอง | Brand Inclusion ใน Search | คุม Brand Campaign ให้โฟกัสคำแบรนด์ |
| ต้องการให้ PMax ไม่กินคำแบรนด์ | Brand Exclusion ใน PMax | อ่านผล PMax ให้สะอาดขึ้น |
| ไม่อยากแสดงกับแบรนด์คู่แข่ง | Competitor Brand Exclusion | ลด Traffic ที่ไม่ตรงกลยุทธ์ |
| ต้องการยิงคู่แข่งแบบแยกวัดผล | Separate Competitor Campaign | ดู CPA และ Lead Quality แยก |
| ต้องการวัดลูกค้าใหม่จริง | Exclude Own Brand จาก PMax | ลดการปนของ Brand Demand เดิม |
Danger Zone: จุดพลาดของการคุม Brand Traffic
ข้อผิดพลาดที่ 1: เห็น PMax ROAS สูงแล้วเพิ่มงบทันที
คำอธิบายคือ PMax อาจได้ Conversion จากคำค้นแบรนด์เดิม ผลเสียคือเพิ่มงบให้แคมเปญที่อาจไม่ได้สร้างลูกค้าใหม่จริง แนวทางคือแยกวิเคราะห์ Brand / Non-brand ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่แยก Brand Campaign ออกจาก Non-brand Campaign
ถ้าเอาคำแบรนด์และคำทั่วไปไว้ในแคมเปญเดียวกัน ค่า CPA และ ROAS จะตีความยาก ผลเสียคือไม่รู้ว่าช่องทางไหนหาลูกค้าใหม่จริง แนวทางคือแยก Campaign ตามเจตนาการค้นหา
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Negative Keyword อย่างเดียวโดยไม่สร้าง Brand List
คำแบรนด์มีคำแปรผันจำนวนมาก เช่น สะกดผิด ภาษาไทย อังกฤษ ชื่อย่อ หรือชื่อรุ่น ผลเสียคือกันไม่ครบหรือจัดการยาก แนวทางคือใช้ Brand List เป็นโครงหลัก และใช้ Negative Keyword เสริมในคำเฉพาะ
ข้อผิดพลาดที่ 4: Exclude Brand ออกหมดโดยไม่ดูผลรวมธุรกิจ
บางธุรกิจยังต้องการให้ PMax ช่วยเก็บ Brand Demand เพื่อปิดยอดรวม ผลเสียคือถ้า Exclude แบบไม่คิด อาจทำให้ Conversion รวมตก แนวทางคือทดสอบเป็นช่วงเวลาและดูผลเทียบก่อน/หลัง
ข้อผิดพลาดที่ 5: ยิงคำคู่แข่งโดยใช้ข้อความเสี่ยงเข้าใจผิด
การใช้ Competitor Keyword ต้องระวังเรื่อง Trademark และความโปร่งใสของข้อความโฆษณา ผลเสียคืออาจโดนร้องเรียนหรือทำให้แบรนด์เสียภาพลักษณ์ แนวทางคือสื่อสารจุดต่างของเราโดยไม่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับคู่แข่ง
Checklist ก่อนใช้ Brand List
- รวบรวมชื่อแบรนด์ตัวเองทั้งภาษาไทย อังกฤษ ชื่อย่อ และคำสะกดผิดที่พบบ่อย
- แยก Brand List สำหรับ Own Brand, Competitor Brand และ Partner Brand
- ตรวจ Search Terms ว่ามีคำแบรนด์ปะปนใน PMax หรือ Non-brand Campaign มากแค่ไหน
- สร้าง Brand Campaign แยกสำหรับคำค้นแบรนด์ตัวเอง
- ใช้ Brand Inclusion กับ Search Campaign ที่ต้องการโฟกัส Branded Query
- ใช้ Brand Exclusion กับ PMax เมื่อต้องการวัดผล Non-brand หรือ New Customer ให้ชัดขึ้น
- ไม่ใช้ Brand Exclusion แบบรีบตัดสินใจโดยไม่ดู Conversion รวมก่อนและหลัง
- ตรวจว่า Negative Keyword ยังจำเป็นสำหรับคำเฉพาะที่ Brand List ไม่ครอบคลุม
- แยก Report ระหว่าง Brand, Non-brand, Competitor และ Remarketing
- ระวังข้อความโฆษณาเมื่อทำ Competitor Keyword ไม่ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด
- วัดคุณภาพ Conversion ไม่ใช่ดูแค่จำนวน Conversion หรือ ROAS รวม
- รีวิวผลหลังปรับ Brand Settings อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนสรุปผล
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Brand List
Brand List คืออะไรใน Google Ads
Brand List คือรายการแบรนด์ที่สร้างไว้ใน Google Ads เพื่อใช้กับ Brand Settings เช่น Brand Inclusion และ Brand Exclusion ช่วยจัดการ Branded Traffic ใน Search และ Performance Max ให้เป็นระบบมากขึ้น
Brand Inclusion กับ Brand Exclusion ต่างกันอย่างไร
Brand Inclusion คือให้ Search Campaign แสดงเฉพาะ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่เลือก ส่วน Brand Exclusion คือกันไม่ให้ Search หรือ Performance Max แสดงกับ Query ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่ไม่ต้องการ
ควร Exclude แบรนด์ตัวเองออกจาก PMax เสมอไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นกับเป้าหมาย ถ้าต้องการวัดการหาลูกค้าใหม่หรือ Non-brand Demand ให้ชัดขึ้น การ Exclude แบรนด์ตัวเองอาจช่วยได้ แต่ถ้าเป้าหมายคือยอดขายรวมสูงสุด อาจต้องทดสอบก่อนตัดสินใจ
Brand List แทน Negative Keyword ได้ไหม
แทนได้บางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด Brand List เหมาะกับการจัดการแบรนด์และคำแปรผันของแบรนด์ ส่วน Negative Keyword ยังจำเป็นสำหรับคำเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสร้าง Lead คุณภาพต่ำ
ยิงคำค้นคู่แข่งผิดนโยบายไหม
ขึ้นกับวิธีใช้งานและข้อความโฆษณา การยิงคำที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งต้องระวังเรื่อง Trademark และไม่ควรทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าแบรนด์ของเราเกี่ยวข้อง เป็นตัวแทน หรือเป็นเจ้าของแบรนด์คู่แข่ง
สรุป
Brand List เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนทำ Google Ads ที่ต้องการอ่านผลแคมเปญให้แม่นขึ้น โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้ Search และ Performance Max พร้อมกัน เพราะช่วยจัดการ Branded Traffic ได้เป็นระบบมากกว่าการไล่กรอก Keyword เองทุกคำ ประเด็นสำคัญคือ อย่าดูแค่ ROAS หรือ CPA รวมของ PMax แล้วสรุปว่าแคมเปญหาลูกค้าใหม่ได้ดีทันที เพราะถ้ายังไม่ได้แยก Brand / Non-brand ตัวเลขอาจปน Demand เดิมที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์อยู่แล้ว Brand Inclusion เหมาะกับการคุม Brand Search ให้สะอาด ส่วน Brand Exclusion เหมาะกับการกันคำแบรนด์ออกจาก PMax หรือ Search Campaign ที่ไม่ต้องการให้แสดงกับแบรนด์นั้น แต่การใช้ต้องดูเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ใส่ทุกอย่างแบบตายตัว ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางโครงสร้าง Google Ads, Performance Max, Brand / Non-brand Report และระบบวัดผลที่เชื่อมกับยอดขายจริง สามารถดูตัวอย่างงานได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertisingอย่าให้ Report ดูสวย แต่ตอบไม่ได้ว่า PMax หาลูกค้าใหม่จริงไหม
ถ้าคุณต้องการยิง Google Ads, Search Ads หรือ Performance Max ให้วัดผลได้แม่นขึ้น DigitalD2M ช่วยวางโครงสร้างแคมเปญ แยก Brand / Non-brand ตั้งค่าการวัดผล และสรุป Insight ให้ธุรกิจตัดสินใจจากข้อมูลจริง
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้